ฝากติดตามเพจและเว็บไซต์ด้วยนะครับ
http://www.poppu.online
https://www.facebook.com/popputrip
(การเดินทางคือ "การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด")
รีวิวเที่ยวซาปา (Sapa) ประเทศเวียดนาม ด้วยตัวเอง จากฮานอยสู่เมืองกลางหุบเขา เที่ยวหมู่บ้าน Cat Cat เดินป่าชมนาขั้นบันได และขึ้นกระเช้าไป Fansipan พร้อมประสบการณ์ที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม
เคยไหม? แค่เห็นภาพสถานที่ท่องเที่ยวไม่กี่ภาพ ก็รู้สึกว่าอยากเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางทันที
สำหรับ POPPU ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นภาพนาขั้นบันไดและทิวเขาของเมืองซาปา ประเทศเวียดนามเหนือ เมืองเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขา มีหมอกลอยผ่านในบางวัน และมีอากาศเย็นสบายแตกต่างจากความร้อนในเมืองไทย
ความคิดที่จะไปเยือนซาปาเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 ก่อนจะกลายเป็นการเดินทางจริงในช่วงสงกรานต์ วันที่ 14–18 เมษายน 2560
ทริปนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปฮานอย แล้วต่อรถไฟกลางคืนไปยังเมืองลาวกาย (Lao Cai) ก่อนขึ้นรถเข้าสู่ซาปา
ระหว่างทางมีทั้งวิวที่สวยจนอยากหยุดถ่ายภาพทุกมุม อาหารพื้นเมืองที่อร่อยเกินคาด เหตุการณ์ชวนหัวเราะ และบางเรื่องที่กลายเป็นบทเรียนสำคัญของการเที่ยวต่างประเทศ
นี่คือบันทึกการเดินทางฉบับเรียบเรียงใหม่ของ POPPU ที่อยากชวนทุกคนไปสัมผัสซาปาผ่านเรื่องราวของพวกเรา
ข้อมูลทริป: เดินทางจริง 14–18 เมษายน 2560 บทความนี้เป็นบันทึกประสบการณ์ในอดีต ราคาที่ระบุเป็นราคาจากทริปปี 2017 ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน
ซาปา (Sapa) อยู่ที่ไหน และทำไมจึงน่าเที่ยว?
ซาปาเป็นเมืองท่องเที่ยวบนพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ในจังหวัดลาวกาย (Lao Cai) มีชื่อเสียงด้านภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน นาขั้นบันได หมู่บ้านชาติพันธุ์ และอากาศเย็น
หนึ่งในเสน่ห์ของซาปาคือความแตกต่างของภูมิทัศน์ในแต่ละฤดูกาล นักเดินทางบางคนต้องการชมทุ่งนาสีเขียว บางคนอยากเห็นนาข้าวสีทอง ขณะที่บางคนอยากสัมผัสสายหมอกและอากาศหนาว
สำหรับพวกเรา จุดประสงค์ของทริปนี้มีอยู่สองอย่าง
อย่างแรกคืออยากเห็นนาขั้นบันไดด้วยตาตัวเอง และอย่างที่สองคืออยากรู้ว่าซาปาจะเย็นสบายขนาดไหนในช่วงที่ประเทศไทยกำลังร้อนจัด
หลังจากกลับมา บอกได้เลยว่าทริปนี้ให้ประสบการณ์มากกว่าที่คาดไว้
สรุปแผนเที่ยวซาปา 5 วัน 4 คืน
ก่อนออกเดินทาง พวกเราต้องจัดการทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการเดินทางระหว่างฮานอยกับซาปา โดยวางแผนให้มีเวลาอยู่ซาปาเต็ม ๆ ประมาณ 3 วัน
วันเดินทางโปรแกรมหลัก
วันที่ 1
บินกรุงเทพฯ–ฮานอย เดินเล่นทะเลสาบคืนดาบ ต่อรถไฟกลางคืนไป Lao Cai
วันที่ 2
เดินทางถึงซาปา เที่ยว Sapa Lake, Stone Church และ Cat Cat Village
วันที่ 3
เดินเทร็กกิงชมนาขั้นบันไดและวิถีชีวิตหมู่บ้าน
วันที่ 4
ขึ้นกระเช้า Fansipan และนั่งรถบัสกลางคืนกลับฮานอย
วันที่ 5
เดินเล่นฮานอยช่วงเช้า ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย
แผนนี้เหมาะกับคนที่ต้องการผสมผสานการชมเมือง ธรรมชาติ และกิจกรรมเดินเขา โดยไม่ต้องเปลี่ยนโรงแรมทุกคืน
อย่างไรก็ตาม หากนำแผนไปใช้ในปัจจุบัน ควรตรวจสอบเวลาเดินรถและเที่ยวบินใหม่ทั้งหมด

วันที่ 1: กรุงเทพฯ–ฮานอย จุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เวียดนามเหนือ
วันที่รอคอยมาถึงเสียที
พวกเราทั้ง 6 คนรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมเดินทางด้วยสายการบิน Jetstar ไปยังสนามบินนอยไบ (Noi Bai International Airport) กรุงฮานอย
หลังเครื่องบินลงจอด เรารับกระเป๋าและเตรียมพบคนขับรถที่ประสานงานไว้ผ่านบริษัททัวร์
แต่เหตุการณ์แรกของทริปก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด
เรื่องวุ่น ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกในฮานอย
คนขับรถที่นัดหมายไว้ไม่ได้อยู่ในจุดที่เรามองเห็น ทำให้ต้องเดินตามหากันพักใหญ่
ปัญหามาจากชื่อบนป้ายรับผู้โดยสารที่ไม่ตรงกับชื่อที่คาดว่าจะใช้
กว่าจะติดต่อและพบกันได้ก็เสียเวลาไปพอสมควร
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า หากจองรถรับส่งสนามบินล่วงหน้า ควรยืนยันชื่อผู้โดยสารบนป้าย จุดนัดพบ และช่องทางติดต่อให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง
หลังผ่านความวุ่นวาย เราเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองฮานอย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีตามสภาพการจราจรในวันนั้น
มื้อแรกในฮานอยต้องเป็นเฝอ
เมื่อจัดการเรื่องการเดินทางเรียบร้อย สิ่งแรกที่ทุกคนต้องการคืออาหาร
พวกเราแวะร้านเฝอใกล้สำนักงานเอเจนซี ร้านมีเมนูและราคาให้ดู ทำให้สั่งอาหารได้ไม่ยากแม้สื่อสารภาษาเวียดนามไม่ได้
การนั่งกินเฝอร้อน ๆ หลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเราเดินทางมาถึงเวียดนามแล้วจริง ๆ

เดินเล่นทะเลสาบคืนดาบ Hoan Kiem Lake
หลังอาหาร พวกเราใช้เวลาที่เหลือเดินเล่นบริเวณทะเลสาบคืนดาบ หรือ Hoan Kiem Lake
บริเวณนี้เป็นพื้นที่สำคัญใจกลางฮานอย มีทั้งร้านค้า อาคารเก่า และผู้คนสัญจรไปมา
ระหว่างเดินเล่นยังมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศการค้าขายและชีวิตริมถนนของคนท้องถิ่น ก่อนที่จะต้องกลับไปรวมตัวเพื่อขึ้นรถไปสถานีรถไฟ
ประสบการณ์นั่งรถไฟตู้นอน ฮานอย–ลาวกาย
ค่ำวันนั้นเราออกเดินทางไปสถานีรถไฟเพื่อขึ้นขบวนกลางคืนไปยัง Lao Cai
ตั๋วที่จองไว้เป็นตู้นอนแบบ Deluxe ห้องละ 4 เตียง มีเครื่องปรับอากาศ ผ้าห่ม น้ำดื่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
การนั่งรถไฟกลางคืนมีข้อดีตรงที่สามารถพักผ่อนระหว่างเดินทางและตื่นขึ้นมาใกล้จุดหมายในตอนเช้า
สำหรับคนที่ไม่เคยนอนรถไฟต่างประเทศมาก่อน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าสนใจ
คืนนั้นจบลงบนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าสู่ภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม
วันที่ 2: ถึงซาปาแล้ว! สำรวจเมืองกลางหุบเขาและ Cat Cat Village
เช้าวันถัดมา รถไฟเดินทางถึงสถานี Lao Cai ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้า
อากาศที่สัมผัสได้ทันทีหลังลงจากรถไฟเริ่มเย็นสบายกว่าที่คุ้นเคย
จากสถานี เรายังต้องนั่งรถต่อขึ้นไปยังเมืองซาปาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง
ระหว่างทางสามารถมองเห็นภูมิประเทศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากตัวเมืองเป็นเส้นทางภูเขา และเมื่อเดินทางสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกของการมาเที่ยวเมืองเหนือก็เริ่มชัดเจนขึ้น
ฝากกระเป๋าที่ Charming Sapa Hotel
พวกเราเลือกพักที่ Charming Sapa Hotel จำนวน 2 คืน
เหตุผลหลักคือทำเลที่อยู่ไม่ไกลจาก Sapa Lake และสะดวกสำหรับการเดินทางต่อในวันกลับ
เมื่อเดินทางมาถึงยังไม่ถึงเวลาเช็กอิน จึงฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วออกเดินเที่ยวในเมือง
สำหรับคนที่วางแผนเที่ยวซาปาเอง แนะนำให้เลือกที่พักโดยดูจากทำเลเป็นหลัก โดยเฉพาะหากต้องเดินลากกระเป๋าหรือใช้รถบัสกลางคืน

Sapa Lake จุดพักสายตากลางเมือง
หลังเติมพลังด้วยอาหารเช้า พวกเราเดินไปยัง Sapa Lake
สิ่งที่ประทับใจคือบรรยากาศโดยรอบ ทะเลสาบอยู่ท่ามกลางอาคารและฉากหลังเป็นแนวภูเขา อากาศเย็นทำให้การเดินเล่นสบายกว่าที่คิด
บรรยากาศแตกต่างจากเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูง
ที่ซาปา เราสามารถใช้เวลาเดินช้า ๆ มองผู้คน นั่งพัก และถ่ายภาพได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบไปไหน

Stone Church โบสถ์หินกลางเมืองซาปา
สถานที่ต่อมาคือ Stone Church หรือโบสถ์หินซาปา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง
บริเวณหน้าโบสถ์มีพื้นที่ลานกว้างและร้านค้าต่าง ๆ ในวันที่พวกเราเดินทางมา มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านออกมาจับจ่ายขายของ
การเดินบริเวณนี้จึงไม่ได้มีแค่การชมสถาปัตยกรรม แต่ยังได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนด้วย

Café in the Clouds พักจิบกาแฟพร้อมวิวภูเขา
หลังเดินเที่ยวในเมือง พวกเราเลือกแวะร้าน Café in the Clouds ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดพักที่สร้างความประทับใจของวันนั้น
จากร้านสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภูเขาและพื้นที่โดยรอบได้อย่างสวยงาม
สำหรับคนชอบถ่ายภาพ ร้านกาแฟที่มีวิวเปิดโล่งแบบนี้เป็นสถานที่ที่ควรเผื่อเวลาไว้ เพราะบางครั้งการนั่งมองภูเขาเฉย ๆ ก็เป็นกิจกรรมที่คุ้มค่าแล้ว

Cat Cat Village หมู่บ้านกลางหุบเขา
ช่วงต่อมาของวัน เราเดินทางไปยัง Cat Cat Village
หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของซาปา มีเส้นทางเดินที่พานักท่องเที่ยวผ่านบ้านเรือน ร้านขายสินค้าพื้นเมือง และทิวทัศน์ธรรมชาติ
ระหว่างทางมีวิวให้หยุดถ่ายรูปตลอด จนบางครั้งรู้สึกว่าเดินไปได้ไม่ไกล เพราะต้องหยุดชมวิวอยู่เรื่อย ๆ
จุดที่ประทับใจมากคือบริเวณน้ำตกและกังหันไม้ ท่ามกลางสายน้ำและภูเขา
ถึงขาไปจะเพลิดเพลิน แต่ขากลับที่ต้องเดินขึ้นเนินก็ทำเอาหลายคนเริ่มหมดแรง สุดท้ายพวกเราจึงเลือกนั่งรถกลับโรงแรม
จากประสบการณ์นี้ แนะนำว่าควรใส่รองเท้าที่เดินสบายและเผื่อพลังสำหรับทางกลับด้วย
ปิดท้ายวันด้วยหม้อไฟซาปา
ตกเย็นพวกเราออกหาอาหารในเมือง และพบร้านหม้อไฟที่มีวัตถุดิบหลากหลายทั้งเนื้อสัตว์ ปลาแซลมอน ผักสด และเส้น
น้ำซุปร้อน ๆ กับอากาศเย็นของซาปาเป็นการจับคู่ที่ลงตัวมาก
มื้อนี้กลายเป็นหนึ่งในมื้ออาหารที่ทุกคนประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อได้กินพร้อมกันทั้งกลุ่มหลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน

วันที่ 3: เดินเทร็กกิงซาปา สัมผัสนาขั้นบันไดและชีวิตชาวม้ง
ถ้าถามว่าช่วงไหนของทริปซาปาครั้งนี้น่าจดจำที่สุด การเดินเทร็กกิงในวันที่สามคงติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
พวกเรานัดพบไกด์ตอนประมาณ 9 โมงเช้า เพื่อออกเดินเท้าตามเส้นทางที่วางแผนไว้
ระยะทางรวมของวันนั้นประมาณ 12 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่วงหลักราว 9 กิโลเมตรไปยังหมู่บ้าน และเดินต่ออีกประมาณ 3 กิโลเมตรไปยังจุดขึ้นรถกลับ
ไกด์เป็นผู้หญิงชาวม้งที่คุ้นเคยกับภูเขาและเส้นทางในพื้นที่เป็นอย่างดี
เธอแนะนำตั้งแต่ต้นว่าไม่ควรนำสัมภาระที่ไม่จำเป็นติดตัวไปมาก เพราะวันนี้ต้องเดินค่อนข้างไกล

ทำไมการเดินป่าในซาปาถึงคุ้มค่า?
ระหว่างทาง เราได้เห็นภูมิประเทศที่ภาพถ่ายถ่ายทอดออกมาได้ไม่ทั้งหมด
มีทั้งแนวเขาซ้อนกันหลายชั้น หมู่บ้านที่กระจายตัวตามไหล่เขา และพื้นที่นาขั้นบันไดที่ทอดตัวไปตามความลาดชัน
บางช่วงมีหมอกลอยผ่าน บางช่วงแดดอ่อน ๆ ส่องลงมาทำให้เห็นรายละเอียดของภูเขาชัดเจนขึ้น
สำหรับคนชอบถ่ายภาพ ที่นี่มีจุดให้หยุดแทบตลอดเส้นทาง
แต่การเดินไกลก็มีความเหนื่อยสะสม โดยเฉพาะทางลาดชันขึ้นลง จึงควรเตรียมร่างกายและรองเท้าให้พร้อม

พบปะชาวม้งระหว่างทาง
อีกหนึ่งประสบการณ์ของวันนี้คือการได้พบชาวม้งที่เดินร่วมทางกับนักท่องเที่ยว
ระหว่างการเดิน พวกเขาชวนพูดคุย ทำความรู้จัก และบางคนทำของที่ระลึกจากวัสดุธรรมชาติมามอบให้
แต่เมื่อถึงจุดพัก ก็มีการเสนอขายสินค้ากันอย่างจริงจัง
สำหรับนักท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือการเคารพวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น พร้อมกับรู้ขอบเขตการใช้จ่ายของตัวเอง
หากต้องการอุดหนุนก็ควรสอบถามราคาและตกลงกันก่อน แต่หากไม่สะดวกซื้อก็สามารถปฏิเสธอย่างสุภาพได้
มื้อกลางวันในหมู่บ้าน
หลังเดินมาหลายชั่วโมง เราถึงจุดพักรับประทานอาหารกลางวัน
อาหารมีลักษณะเรียบง่าย เป็นข้าวสวยพร้อมกับข้าวหลายอย่าง ซึ่งบางเมนูดูคล้ายอาหารไทย
แม้จะไม่ได้เป็นมื้อหรูหรา แต่เมื่อกินหลังเดินเขามาครึ่งวัน ทุกอย่างกลับอร่อยเป็นพิเศษ
หลังพักจนหายเหนื่อย พวกเราเดินทางต่อไปยังจุดรับรถ
โชคดีที่ฝนเริ่มตกหลังจากทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เพราะหากฝนตกหนักระหว่างเดิน เส้นทางบางส่วนอาจลื่นและเดินลำบากกว่านี้มาก
บทเรียนจากตลาดซาปา: ถามราคาก่อนสั่งอาหาร
ตอนเย็น พวกเราเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินตลาด Sapa Market และเลือกลองอาหารท้องถิ่นที่ร้านแห่งหนึ่ง
ด้วยความอยากลองอาหารเหมือนโต๊ะข้าง ๆ เราจึงสั่งโดยไม่ได้ตกลงราคาก่อน
ผลคือเมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน ค่าอาหารสูงกว่าที่คาดไว้
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ทริปหมดสนุก แต่กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ก่อนสั่งอาหารหรือใช้บริการที่ไม่แสดงราคา ควรถามรายละเอียดและตกลงค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
เพราะการเตรียมตัวเล็กน้อยช่วยลดความเข้าใจผิดระหว่างเดินทางได้มาก

วันที่ 4: พิชิต Fansipan ผ่านสายฝนและหมอก
หนึ่งในสถานที่ที่ตั้งใจมาเยือนตั้งแต่แรกคือ Fansipan ยอดเขาที่มีความสูงประมาณ 3,143 เมตร และได้รับสมญานามว่า Roof of Indochina
วันนั้นเราเลือกเดินทางขึ้นด้วยกระเช้าไฟฟ้า
แต่สภาพอากาศกลับไม่เป็นใจนัก
ตั้งแต่ออกเดินทางฝนก็เริ่มตก และเมื่อขึ้นไปยังพื้นที่สูง อากาศยิ่งเย็นลงอย่างชัดเจน
ประสบการณ์นั่งกระเช้า Fansipan
การนั่งกระเช้าผ่านภูเขาเป็นอีกกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น
จากภายในกระเช้า เราสามารถมองเห็นภูมิประเทศด้านล่างและแนวเขาที่ทอดยาวออกไป
แต่เมื่อใกล้พื้นที่ด้านบน เมฆหมอกเริ่มหนาตัวขึ้น
จากเดิมที่ตั้งใจจะเดินต่อขึ้นไปยังจุดสูงสุด กลับต้องเปลี่ยนแผน เพราะข้างนอกมีทั้งฝนและลมแรง
ช่วงที่เดินทางในวันนั้น อุณหภูมิบริเวณด้านบนลดลงเหลือประมาณ 7 องศาเซลเซียส
สุดท้ายพวกเราตัดสินใจไม่ฝืนเดินขึ้นไปยังยอดเขา
แม้จะน่าเสียดาย แต่ความปลอดภัยสำคัญกว่าการไปให้ถึงจุดหมาย

แผนเที่ยวเปลี่ยนได้เมื่อเจอสภาพอากาศไม่ดี
เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การเที่ยวเมืองภูเขาไม่ควรวางแผนโดยคาดหวังว่าสภาพอากาศจะดีตลอด
โดยเฉพาะสถานที่สูงอย่าง Fansipan ซึ่งหมอก ฝน และลมอาจทำให้ทัศนวิสัยเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
หากต้องการชมวิวจากยอดเขาจริง ๆ ควรมีแผนสำรองหรือเผื่อเวลาสำหรับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน

หม้อไฟแซลมอนปลอบใจหลังลงจากเขา
เมื่อไม่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ พวกเราจึงเปลี่ยนมาหาความสุขจากอาหารแทน
มื้อนั้นเป็นหม้อไฟปลาแซลมอนในร้านอาหารบริเวณสถานีกระเช้า
น้ำซุปร้อน ๆ และปลาแซลมอนสดเป็นสิ่งที่เหมาะกับอากาศหนาวมาก
ถึงจะพลาดวิวบนยอด Fansipan แต่ก็ได้อีกหนึ่งมื้ออร่อยมาเป็นความทรงจำแทน
นั่งรถบัสกลางคืนกลับฮานอย
หลังเที่ยวเสร็จ เรากลับเข้าเมืองซาปา พักผ่อนและจัดสัมภาระ ก่อนขึ้นรถบัสกลางคืนเดินทางกลับฮานอย
รถที่ใช้เป็นรถบัสแบบมีเตียงนอน ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเอนตัวพักผ่อนระหว่างทางได้
การนั่งรถแบบนี้ช่วยประหยัดเวลาสำหรับทริปสั้น ๆ เพราะสามารถเดินทางกลับฮานอยในช่วงกลางคืนได้
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบจุดขึ้นลงรถ เวลาเดินทางจริง และความสะดวกในการพักผ่อนให้เหมาะกับตัวเอง

วันที่ 5: เช้าวันสุดท้ายที่ฮานอย ก่อนกลับประเทศไทย
รถบัสเดินทางถึงฮานอยตั้งแต่ช่วงเช้ามืด
หลังพักผ่อนเพิ่มเติม พวกเราออกเดินเล่นบริเวณทะเลสาบคืนดาบอีกครั้ง
บรรยากาศยามเช้าของฮานอยแตกต่างจากช่วงกลางคืนที่เดินผ่านมาในวันแรก
มีผู้คนออกกำลังกาย เดินเล่น และทำกิจกรรมร่วมกันริมทะเลสาบ

The Note Coffee ความทรงจำเล็ก ๆ ก่อนกลับบ้าน
ก่อนเดินทางกลับ พวกเราแวะร้าน The Note Coffee ซึ่งโดดเด่นด้วยการตกแต่งร้านโดยใช้กระดาษโน้ตจำนวนมาก
บรรยากาศภายในร้านมีเอกลักษณ์และเป็นกันเอง
เราได้ลองกาแฟและขนมก่อนเดินทางไปสนามบิน ถือเป็นการปิดท้ายทริปที่เรียบง่าย แต่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากนั้นก็ถึงเวลาออกเดินทางกลับประเทศไทย
ทริปซาปา 5 วัน 4 คืน จบลงพร้อมภาพภูเขา นาขั้นบันได หมู่บ้าน และเรื่องราวที่ยังนึกถึงได้เสมอ
7 ข้อควรรู้ก่อนเที่ยวซาปาด้วยตัวเอง
จากประสบการณ์ครั้งนี้ มีหลายเรื่องที่อยากฝากไว้สำหรับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวซาปา
- เลือกช่วงเดินทางให้ตรงกับสิ่งที่อยากเห็น เพราะนาขั้นบันไดและสภาพอากาศของซาปาแตกต่างกันตามฤดูกาล
- เตรียมเสื้อกันหนาวและเสื้อกันฝน โดยเฉพาะหากวางแผนขึ้น Fansipan หรือเดินเขา
- ใช้กระเป๋าที่เคลื่อนย้ายสะดวก เพราะบางพื้นที่มีเนิน ทางลาด หรือพื้นผิวที่ลากกระเป๋าได้ลำบาก
- เตรียมร่างกายสำหรับกิจกรรมเทร็กกิง เพราะระยะทางหลายกิโลเมตรอาจเหนื่อยกว่าที่คิด
- ยืนยันข้อมูลรถรับส่งและจุดนัดพบ โดยเฉพาะเมื่อใช้บริการเอเจนซี
- ถามราคาก่อนซื้อสินค้าหรือสั่งอาหาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
- เผื่อเวลาให้กับสภาพอากาศ เพราะวันที่มีฝนหรือหมอกจัดอาจไม่เหมาะกับกิจกรรมชมวิวบนภูเขา
สรุปทริปซาปา: สิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้มีแค่ภาพถ่าย
ก่อนเดินทาง เราอยากไปซาปาเพราะภาพนาขั้นบันไดและความหวังว่าจะได้สัมผัสอากาศเย็นในช่วงหน้าร้อน
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีมากกว่านั้น
เราได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้รู้จักวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ได้ลองอาหารที่ไม่คุ้นเคย และได้เจอสถานการณ์ที่ต้องเรียนรู้วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า
บางอย่างไม่เป็นไปตามแผน
โดยเฉพาะวันที่ตั้งใจจะขึ้นยอดเขา Fansipan แต่ต้องยอมแพ้ให้กับฝนและลมแรง
ถึงอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้กลับเป็นส่วนที่ทำให้ทริปมีเรื่องราว และกลายเป็นความทรงจำที่ไม่เหมือนกับการเดินทางครั้งไหน
สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าจะไปซาปาดีไหม หากชอบภูเขา ชอบอากาศเย็น และอยากเดินทางไปพบวิถีชีวิตที่แตกต่าง ซาปาเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ
ส่วนพวกเรา POPPU ยังมีความรู้สึกหนึ่งที่ติดค้างอยู่เสมอ
สักวันคงต้องกลับไปซาปาอีกครั้ง เพื่อขึ้นไปให้ถึงยอด Fansipan และเก็บภาพความงามที่พลาดไปในวันนั้น
เพราะสำหรับเรา…
“การเดินทางคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
— POPPU TRIP
.jpg)